บทความนี้ก็เป็นมุมมองส่วนตัวกับการเลือก iPhone มือสอง หรือ รุ่นเก่า เอาไว้สำหรับการถ่ายทำ ตัดต่อวิดีโอทั่วไป ที่ไม่ได้เน้น คุณภาพวิดีโอสูงๆ เน้นแค่ให้ดูรู้เรื่อง ในงบประมาณ 6000-7000.- ก็จะได้ iPhone 7 พร้อมอุปกรณ์เสริมที่จำเป็น เช่น ขาตั้งมือถือ รีโมต ชัตเตอร์ ไมค์ เป็นต้น ครบ

 

ในเรื่องงานวิดีโอแล้ว iPhone เป็นมือถือที่มีสามารถผลิตงานวิดีโอที่มีคุณภาพดี ส่วนการจะเลือกแบบใด รุ่นใหม่ รุ่นเก่า ก็ต้องดู ปัจจัยและแนวทางทำวิดีโอของแต่ละคน จะเอาไปถ่ายแบบไหน แนวไหน คุณภาพวิดีโอที่ต้องการ กรณีของผู้เขียนเน้นการถ่ายวิดีโอ ในสถานที่เป็นหลัก ไม่ใช่แนวเดินถ่าย หรือ Vlog ซึ่งอาจจะยากในการควบคุมแสง การสั่นไหวของภาพ คุณภาพกล้องที่ต้องดีกว่านี้ และปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่การถ่ายในสถานที่จะสามารถควบคุมแสงได้ตามต้องการ เน้นตั้งกล้องถ่ายภาพ ได้ภาพที่นิ่ง จึงมี ส่วนทำให้ผลงานอยู่ในระดับที่ต้องการได้

 

iPhone 7 ซื้อจากเน็ต

สำหรับ iPHone 7 เครื่องนี้ซื้อจากเน็ต เป็นเครื่องรีเฟอร์บิช หรือเครื่องประกอบ ราคา 4,835.- คุณภาพวัดใจเอาเอง ก็โชคดี หลังจากได้เครื่องมาใช้งานประมาณ 20 วัน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ใช้งานได้ปกติ งานกล้อง ถ่ายวิดีโอ บันทึกเสียง ตัดต่อวิดีโอ ได้ ภาพที่พอใจ มีกันสั่น ภาพดูนุ่มละมุน สบายตาดี

 

ตัวอย่างวิดีโอจาก iPhone 7

1. ตัวอย่างวิดีโอที่ได้ทำด้วย iPhone 7 และได้อัปโหลดเข้าช่องยูทูปเรียบร้อยแล้ว การถ่ายวิดีโอ และตัดต่อด้วยแอป iMovie ซึ่งเป็น แอปฟรีของ iPhone อยู่แล้ว ใช้งานง่าย

 

2. ตัวอย่างแนวเล่นกีตาร์ร้องเพลง 

ตัวอย่างถ่ายทำ บันทึกเสียง ตัดต่อด้วย iPhone 7
ข้อมูลการทำวิดีโอ
1. ถ่ายวิดีโอด้วยกล้องของ iPhone
2. บันทึกเสียง ปรับแต่งเสียง ร้องเล่นกีตาร์ด้วยแอป Dolby On
3. ใช้ตัวแปลง UGREEN Lightning to 3.5 mm. กับไมค์ BOYA BY A100 เพื่อบันทึกเสียงร้อง เล่นกีตาร์
4. ตัดต่อวิดีโอและเสียงเข้าด้วยกันด้วยแอป iMovie

 

ทำไมเลือก iPhone 7

ผู้เขียนเลือก iPhone 7 ด้วยเหตุผลส่วนตัวดังนี้
1. งบประมาณมีจำกัด ไม่อยากจะลงเงินมากเกินไปนัก เพราะยังมองไม่ออกว่าจ่ายไปแล้ว จะเอามาทำเงินได้มากน้อยแค่ไหน การมี มือถือสำหรับผู้เขียน มันคือเครื่องมือช่วยทำมาหากินอย่างหนึ่ง อย่างยูทูปเบอร์บางคนที่ซื้อ iPhone 13 รุ่นล่าสุด มารีวิว เงินที่ได้ จากโฆษณา ก็สามารถซื้อเครื่องได้แล้ว บางคนรีวิวแล้วเอาไปขายต่ออีกที ก็ยิ่งทำกำไร เพราะขายเร็ว ราคาก็จะตกไม่มาก บางคนก็ นำไปแคสต์เกม สร้างรายได้จากโฆษณา หรือ ช่องทางอื่นๆ เป็นต้น

2. การถ่ายวิดีโอ ภาพจาก iPhone จะดูนุ่มละมุน สบายตา และ iPhone 7 จะเป็นรุ่นที่มีกันสั่น ภาพวิดีโอไม่สั่นไหวมากนัก

3. หาอุปกรณ์เสริมมาใช้กับ iPhone ได้ง่ายกว่าฝั่งแอนดรอยด์ เพราะมียี่ห้อเดียว อย่างตัวแปลง UGREEN Lightning to 3.5 เพื่อใช้ กับไมค์ที่ใช้แจ็ค 3.5 ยูทูปเบอร์หลายช่องรีวิวว่ามันใช้ได้ ก็คือใช้ได้ ทั้งไมค์ทั้งตัวแปลง เราก็แค่ซื้อไปตามนั้น ก็จะได้คุณภาพเสียงที่ เหมือนกัน แต่กรณีของแอนดรอยด์ ไมค์บางตัวอาจจะใช้กับยี่ห้อนั้น รุ่นนั้นได้ดี หรือแต่แม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกัน กลับปรากฏว่า รุ่น นั้นมันไม่ดี รุ่นนี้ดีกว่า ความหลากหลายของรุ่นมือถือแอนดรอยด์ สร้างปัญหาในการเลือกใช้งานกับอุปกรณ์บางตัว กว่าจะจับคู่ กันลงตัว บางทีเสียเวลามาก เสียเงินมาก ส่วน iPhone นั้นง่ายกว่า อย่างไมค์ BOYA ผู้เขียนนำไปใช้กับ iPhone รุ่นเก่า 6s ก็ใช้งาน ได้ดี นำมาใช้กับ iPhone 7 ก็ใช้งานได้ดี ในช่องยูทูปที่ใช้ iPhone รุ่นใหม่กว่า ก็ใช้งานได้ดี สรุปแล้วตัดปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ ของอุปกรณ์ เพราะเลือกได้ง่ายกว่า


4. iPhone มีการอัปเดต iOS ไปเรื่อยๆ iPhone 7 น่าจะยังได้อัปเดทอีกหลายรอบ ได้ใช้แอปล่าสุด แต่แอนดรอยด์มักจะไม่ได้อัปเดท ให้มาแค่ไหนก็ใช้ได้แค่นั้น

5. iPhone 7 รุ่นนี้ ยังสามารถใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้อีกนาน ติดตั้งแอป เป๋าตัง แอปธนาคาร ได้ มีสแกนนิ้วด้วย เหมาะกับ ช่วงโควิดระบาดอย่างมาก เวลาปลดล็อกเครื่อง ทำได้ง่ายด้วยการสแกนนิ้ว สแกนได้เร็วมาก

6. เล็กดี พกพาง่าย สะดวกในการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอเก็บสต็อกเอาไว้ใช้

 

อุปกรณ์เสริมที่จำเป็นต้องใช้

การใช้ iPhone ถ่ายทำ ตัดต่อวิดีโอ ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จะช่วยให้การทำงานสะดวกมากขึ้น สำหรับมือใหม่กำลังเริ่มต้น ผู้เขียนแนะนำตามนี้ จะไม่ผิดหวังแน่นอน

 

1. ขาตั้งมือถือ + ที่จับมือถือ

อุปกรณ์ตัวนี้จะแยกเป็น 2 ส่วนและอาจจะต้องซื้อแยกกัน ก็คือ ขาตั้ง และ ที่จับ จะต้องใช้แบบหมุนเกลียวเพื่อล็อก ใช้ง่ายและ แข็งแรง แน่นหนากว่าแบบหนีบ ดึงแล้วหนีบ ถ้าหนีบพลาด ไม่ตรงจุด มือถือหลุดกระเด็น จอแตก เครื่องพัง คงจะไม่คุ้ม
อุปกรณ์ 2 ตัวนี้ราคาประมาณ 200 บาท

 

 

2. รีโมทชัตเตอร์บลูทูธ

รีโมทชัตเตอร์บลูททูธเอาไว้ควบคุมการกดถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายวิดีโอ กรณีทำงานคนเดียว ก็ใช้มืออีกข้างกดถ่ายวิดีโอ จะได้ภาพที่นิ่ง กว่าแตะถ่ายที่หน้าจอ หรือ หากใช้ 2 มือ ก็ใช้เท้ากดรีโมทก็ได้ ทำงานคนเดียวได้ ไม่ต้องมีคนช่วย เหมาะสำหรับการถ่ายทำวิดีโอ สาธิตการทำกิจกรรมต่างๆ ทำอาหาร งานฝีมือ ฯลฯ การซื้อ ให้ซื้อหลายๆ ตัว สัก 4-5 ตัวขึ้นไป เพราะค่าส่งแพง เผื่อใช้งานกับมือ ถือหลายๆ ตัวแยกกัน ถ่ายคนละมุมกล้อง
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 30 บาท

 

 

ไมค์ช่วยในการบันทึกเสียง

การใช้ไมค์แบบต่างๆ ในการบันทึกเสียง ขณะถ่ายวิดีโอ จะมีคำแนะนำดังนี้ 

การใช้ไมค์ในตัวของ iPhone

สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้ไมค์ในตัวไปก่อน เหมาะสำหรับการถ่ายระยะใกล้ๆ ประมาณหนึ่งช่วงแขน หรือไม่เกิน 1 เมตร ให้ลอง ใช้ไมค์ในตัวของ iPhone ดูก่อน ยังไม่ต้องใช้ไมค์ต่อภายนอกให้เสียเงิน หรืออาจจะใช้ไมค์ที่ติดมากับหูฟัง เพียงแต่จะต้องใช้แอ ปช่วยปรับแต่งเสียง เช่น Dolby On สามารถปรับแต่งเสียงที่ได้ให้ดีขึ้นได้ เช่น ลดเสียงรบกวน ปรับเสียงให้ดังมากขึ้น ปรับเสียงทุ้ม แหลม กลาง จากนั้นจึงนำวิดีโอที่ได้ไปตัดต่อในแอป iMovie อีกที

 

การใช้ไมค์ต่อภายนอกใช้บันทึกเสียงใน iPhone

เมื่อพบว่าการใช้ไมค์ในตัว iPhone ให้เสียงที่ไม่ดี เสียงเบาเกินไป เพราะต้องวางมือถือห่างตัวมากขึ้น ทำให้เสียงไม่ชัด หรือต้อง การคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น หรือขี้เกียจปรับแต่งเสียงด้วยแอป Dolby On หรือแอปอื่นๆ อยากจะได้เสียงที่พร้อมนำไปใช้งานได้เลย หรือ ใช้การปรับแต่งเสียงน้อยมาก ก็แนะนำไมค์ต่อภายนอก ซึ่งจะมีทั้งตัวไมค์และอุปกรณ์เสริมดังนี้

 

1. ตัวแปลง Lightning เป็น 3.5 mm.

ไมค์แบบ Lightling ใช้กับ iPhone โดยเฉพาะก็มีให้เลือก แต่ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ตัวแปลงสาย อุปกรณ์ตัวนี้ทำหน้าที่แปลงหัวต่อ แบบ Lightning ไปใช้กับแจ็ค 3.5 เพื่อใช้งานกับไมค์ชนิดต่างๆ และหูฟัง เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ ผู้เขียนเลือก UGREEN ราคา ถูกกว่าของแท้ของ Apple ใช้งานได้ดี ต่อไมค์ได้หลากหลาย ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่มีสัญญาณรบกวน
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 300-350 บาท

 

2. ตัวแยกหูฟังและไมค์

2. อุปกรณ์ตัวนี้ทำหน้าที่แยกไมค์และหูฟัง หลังจากบันทึกเสียง หรือถ่ายวิดีโอเสร็จแล้ว ก็สามารถฟังเสียงได้เลย มีหลายแบบ จากที่ได้ทดลองไป 3 แบบ เท่าที่มีในครอบครอง ตัวสีดำ Y ใช้งานได้ดีกว่า ให้เสียงดีกว่า ซื้อในเน็ตจากร้าน Kaidi it
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 20-50 บาท

 

3. ไมค์หนีบปกเสื้อ คอเสื้อ

ไมค์แบบหนีบปกเสื้อ คอเสื้อ จะให้เสียงที่ดังสม่ำเสมอ ระดับเสียงเท่ากัน เพราะไมค์อยู่ห่างจากปากในระยะคงที่ตลอดเวลา ผู้ เขียนแนะนำไมค์ BOYA ถ้างบน้อย ก็แนะนำให้ใช้ไมค์ตัวนี้ตัวเดียวไปก่อน เริ่มต้นที่ตัวนี้ ไมค์ BOYA BY M1 สายยาว 6 เมตร เป็น รุ่นยอดนิยม สายยาวมากขนาดนี้ สามารถตั้งมือถือห่างตัวได้หลายเมตร เพื่อถ่ายภาพขณะทำกิจกรรมต่างๆ รีวิวสินค้า ไลฟ์สด การ สาธิต เสียงก็ยังคงดังอย่างสม่ำเสมอ เพราะไมค์กับปากอยู่ในตำแหน่งเดิม ไมค์แบบนี้สามารถใช้งาน ได้หลากหลาย
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 300 บาท

 

4. ไมค์คอนเดนเซอร์

ไมค์แบบนี้จะรับเสียงได้ดี และรอบทิศทาง เหมาะสำหรับอัดเสียงร้องเพลง เล่นกีตาร์ หรือพูดคุยกันเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ตั้งไมค์ไว้กลางวง ก็รับเสียงได้หมด และชัดเจน ใช้สำหรับ Vlog ก็ใช้ได้ ดีกว่าใช้ไมค์แบบหนีบแบบมีสาย เพราะระหว่างการเดิน หรือทำกิจกรรม อาจจะมีเสียงจากสายไมค์ที่ขยับไปมา กลายเป็นเสียงรบกวน ไมค์แบบนี้มีหลายยี่ห้อ อย่างของ BOYA รุ่น BY A100 ราคาเริ่มต้นประมาณ 350 บาทขึ้นไป ตัวนี้ผู้เขียนทดลองใช้กับ iPhone 7 รับเสียงได้ดี เสียงดังฟังชัด วางไมค์ห่างตัว 1 เมตร ก็ยัง รับเสียงได้ดี ฟังเสียงได้จากวิดีโอด้านบน
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 350 บาท

 

6. ไมค์ติดหัวกล้อง ไมค์ Shotgun

กรณีทำ Vlog เดินถ่ายกลางฝูงชน และไม่ต้องการให้มีเสียงรบกวนมากนัก ก็เน้นไมค์แบบนี้ เพราะจะรับเสียงด้านเดียว อย่างการ อัดเสียงในห้อง บ้านที่รอบข้างมีเสียงดัง การใช้ไมค์แบบนี้จะช่วยลดเสียงรบกวนได้ โดยหันตูดไมค์ไปยังต้นเสียง ก็จะลดเสียงรบกวน ได้ เพราะไมค์จะรับเสียงจากด้านหน้ามากกว่าด้านอื่น สำหรับไมค์ minigun รุ่น MG1 ตัวนี้ ราคาถูกกว่าไมค์ของ BOYA จากที่ได้ ทดลองกับ iPhone จะให้เสียงที่เบากว่าไมค์ของ BOYA แต่ไมค์ตัวนี้ใช้กับมือถือ OPPO ได้ดี เสียงดี
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณ 250-300 บาท

 

6. ไมค์ไร้สาย ไมค์ลอย

การทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว และต้องอยู่ห่างจากมือถือที่ตั้งเอาไว้ ก็อาจจะใช้ไมค์ไร้สาย เพื่อให้การรับเสียงยังคงทำได้ดี แต่ ไมค์แบบนี้จะมีราคาสูง สำหรับยี่ห้อดัง อย่าง BOYA, Saramonic
อุปกรณ์ตัวนี้ราคาประมาณหลักพันบาทบาท

 

ไมค์แต่ละแบบราคาสูง จะเลือกแบบใด จึงต้องดูรูปแบบการถ่ายวิดีโอของเรา และเลือกให้เหมาะเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย อย่างนักร้อง นักดนตรี ก็ต้องไมค์คอนเดนเซอร์ รีวิวสินค้า ไลฟ์สด ใช้ไมค์หนีบ Vlog เน้นพูดกับกล้องก็ควรเลือกไมค์ติดหัวกล้อง ทำกิจกรรม ห่างกล้อง ก็ต้องไมค์ไร้สาย ถ้างบน้อยก็ใช้ไมค์ติดหัวกล้อง หรือไมค์หนีบ งบไม่มีก็ต้องใช้ไมค์ในตัวอย่างเดียว แต่ต้องเสียเวลาแต่ง เสียงทุกคลิป เป็นต้น

 

อุปกรณ์ช่วยจัดเก็บข้อมูล

วิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้องของ iPhone จะมีความละเอียดสูงจึงมีขนาดไฟล์วิดีโอใหญ่มาก การทำวิดีโอแต่ละคลิปอาจจะใช้พื้นที่เป็น GB หากไม่ได้ใช้รุ่นความจุสูง 128GB 256GB ไม่นาน พื้นที่ก็จะเต็ม สำหรับใครที่ใช้ iPHone ความจุน้อย 32GB/64GB จำเป็นจะ ต้องมีอุปกรณ์ต่อพ่วงช่วยสำรองไฟล์วิดีโอ โดยหลังจากตัดต่อเสร็จเรียบร้อย และได้อัปโหลดเข้าช่อง Youtube เรียบร้อยแล้ว ก็ จัดการสำรองเก็บไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้ แล้วลบออกไปจากเครื่อง อุปกรณ์แบบนี้จะมีหลายแบบให้เลือก เช่น
1. Lightning แฟลชไดรฟ์ เสียบกับ iPhone แล้วก็อปปี้ไฟล์เข้าออกได้เลย ก็เหมือนแฟลชไดรฟ์ทั่วไป แต่หัวเป็นแบบ Lightning
2. Lightning OTG เอาไว้ใช้กับแฟลชไดรว์ เมาส์ แป้นพิมพ์ คีย์บอร์ด ซึ่งจะต้องซื้อแฟลชไดรฟ์แยกต่างหาก ต้องซื้ออุปกรณ์ 2 ตัว ราคาสูงกว่าแบบแรก แต่สามารถเลือกซื้อแฟลชไดรฟ์ความจุตามที่ต้องการได้ แบบที่สองนี้จะมีความยืดหยุ่น หากแฟลชไดรฟ์เต็มก็ ซื้อเพิ่มได้เรื่อยๆ ส่วนแบบที่ 1 ซื้อเพิ่มได้เช่นกัน แต่ราคาสูงกว่า

 

แอปบันทึกเสียงและถ่ายวิดีโอสำหรับไมค์ชนิดต่างๆ

นอกจากเครื่องมือและอุปกรณ์แล้ว ก็จำเป็นจะต้องศึกษาการใช้แอปต่างๆ ช่วยในการบันทึกเสียง หรือถ่ายวิดีโอ โดยเฉพาะแอ ปที่สามารถปรับแต่งเสียงในวิดีโอได้ แอปที่ใช้งานง่ายและฟรี ผู้เขียนแนะนำ Dolby On, Bandlab และ GarageBand มีลูกเล่นหลาย แบบในการปรับแต่งเสียง

 

สรุป

สำหรับบทความนี้ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่กำลังวางแผนใช้ iPhone ทำคลิปวิดีโอ ก็น่าจะได้ข้อมูลเพื่อช่วยใน การเลือกซื้อ เลือกใช้ ทั้งมือถือ และอุปกรณ์เสริม สำหรับการถ่ายทำ ตัดต่อวิดีโอ มือถือราคาถูก หรือรุ่นเก่าก็ยังใช้งานได้ มีแค่ไหนก็ เริ่มต้นจากแค่นั้น และค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ